การให้ไร้พรมแดน : สะล้อซอซึงแห่งศูนย์พัฒนาศักยภาพคนตาบอด ลำปาง

web002.jpg

ยามเช้าของวันเสาร์ที่ศูนย์พัฒนาศักยภาพคนตาบอด จังหวัดลำปางแห่งนี้  มีเสียงเครื่องดนตรีดังแว่วมาจากระเบียงชั้นสองของอาคารเรียน หากเราเดินตามหาที่มาของเสียงดนตรีนี้  จะพบว่าเป็นเสียงของเครื่องดนตรีเครื่องสายพื้นเมืองที่เรียกว่า สะล้อ  ซอ และซึง 

 เด็กนักเรียนในชุดพื้นเมืองสีชมพูอมม่วงสดใส กำลังหัดขึ้นโน๊ตพื้นฐานกันอย่างขมักเขม้น โดยมี คุณวรเชษฐ์   ศรีวงศ์พันธ์  ครูอาสาสอนดนตรีพื้นเมืองสะล้อซอซึง ซึ่งอาสาเข้ามาสอนให้กับเด็กๆ  ผู้พิการทางสายตาทุกวันหยุด นอกเหนือจากเวลางานประจำที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง   คุณวรเชษฐ์เป็นผู้มีความถนัดในศิลปดนตรีไทยพื้นบ้านล้านนาหลากหลายประเภท  เป็นหนึ่งในผู้ที่ช่วยปลุกกระแสและสร้างจิตสำนึกให้เกิดการรักษ์มรดกไทย  โดยผลิตเครื่องดนตรีไทยพื้นบ้านเพื่อมอบให้แก่โรงเรียนยากจน  แต่งเพลงและผลิตหนังสือคู่มือประกอบการศึกษาดนตรีพื้นบ้านล้านนาเพื่อมอบให้ห้องสมุดสถาบัน การศึกษาต่างๆ มาแล้วมากมาย จนได้สมญญานามว่าเป็น “ครูพื้นบ้านล้านนา” 

 “ตอนแรกมีวงดนตรีของต้วเองอยู่ แล้วครูที่โรงเรียนก็มาชักชวนให้มาช่วยสอนให้เด็กๆ ได้มีโอกาสฝึกฝนดนตรีพื้นเมืองบ้าง”

 “เราสอนคนพิการทางสายตา ก็จะแตกต่างไปจากสอนคนปกติ แต่ก็ไม่เกินความพยายาม ตรงนี้เราก็ปรับวิธีการสอนไป  ส่วนที่ยากจะยากในส่วนของทักษะ การจับ การใช้เครื่องดนตรี  แต่ถ้าเป็นเรื่องความจำและการจับจังหวะของเพลง เด็กๆ ที่พิการทางสายตาจะนิ่ง และไวกว่าเด็กปกติ” คุณวรเชษฐ์กล่าว

 ”ดีใจที่ครูมาสอน รู้สึกดี จิตใจก็สดชื่นขึ้น”  น้องสราวุฒิ แก้วสาร หนึ่งในนักเรียนของคุณวรเชษฐ์เล่า
ส่วนน้องสุรีย์พร เตชะ นักเรียนรุ่นพี่อีกคนก็เสริมว่า “ทำให้เราใจเย็นลงด้วยค่ะ”  

 เด็กหลายคนที่ได้เรียนและฝึกฝนจนชำนาญมากขึ้นแล้ว ยังสามารถช่วยผ่อนแรงครูโดยหัดให้นักเรียนคนอื่นๆ ต่อได้ด้วย เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณวรเชษฐ์ภูมิใจ ที่พวกเขามีจิตใจอาสาที่จะแบ่งปันความรู้ให้กับผู้อื่น มีจิตใจพร้อมที่จะช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนกว่าตนเอง แม้ว่าจะเป็นผู้พิการทางสายตาก็ตาม

 web001.jpg

กลางปี 2549 หลายจังหวัดทางภาคเหนือ รวมไปถึงจังหวัดลำปางประสบภัยน้ำท่วมทั้งในเขตเทศบาลและพื้นที่นอกอำเภอ  ทำให้ชาวบ้านหลายแห่งได้รับความเดือดร้อน  หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนหลายแห่งช่วยกันระดมความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม   รวมถึงเด็กๆ ที่ศูนย์พัฒนาศักยภาพคนตาบอดแห่งนี้ ก็กระตือรือร้นหาหนทางที่จะช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนด้วยเช่นกัน

 “เด็กๆ ฟังข่าววิทยุ ฟังข่าวจากโทรทัศน์ ก็บอกว่า  คุณครู พวกหนูสงสารเขาจังเลย  เราจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง  เราก็บอกว่า  ได้สิ ช่วยได้แน่ๆ  เราจะไปเล่นดนตรีกัน อาจช่วยในเรื่องเงินทองไม่ได้มาก   แต่ช่วยเรื่องจิตใจได้”  คุณวรเชษฐ์เล่าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

 วันที่อากาศสดใสอีกวันหนึ่งกลางเดือนพฤษภาคม เสียงเพลง ล่องแม่ปิง  กังวานไปทั่วบริเวณ ศาลหลักเมืองจังหวัดลำปาง  เด็กๆ จากคณะดนตรีสะล้อซอซึงแห่งศูนย์พัฒนาศักยภาพคนตาบอดต่างตื่นเต้นและมารวมตัวกันตั้งแต่เช้า  จูงมือเดินเรียงแถวขึ้นรถเดินทางด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยความหวังว่าจะเล่นดนตรีหาเงินบริจาคให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมได้    เสียงร้องประสานกันดังก้องกังวานสดใส ผสมกับเสียงวงสะล้อซอซึงที่ทำให้คนเดินผ่านไปผ่านมาต้องหยุดฟัง  และเดินเข้ามาดูการเล่นของพวกเขาด้วยความเอ็นดู หลายคนบอกว่า “เล่นดีกว่าเด็กตาปกติเสียอีก” พร้อมกันนั้นก็หยิบเงินมาใส่กล่องรับบริจาค  และต่างก็ชักชวนคนรู้จักให้มาช่วยกันให้กำลังใจเด็กๆ และร่วมบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยกัน
 
 เด็กๆ ทุกคนสัมผัสได้ถึงหัวใจของผู้คนที่ฟังเสียงการแสดงดนตรีของพวกเขา  แม้จะตื่นเต้นแต่ก็ใส่ฝีมือและความตั้งใจในการแสดงกันอย่างเต็มที่โดยไม่ยอมเหน็ดเหนื่อย  ทั้งนักดนตรี  คนที่ขับร้องเพลง  ต่างมีสีหน้าที่สดใส  ยิ้มแย้ม  พวกเขารู้สึกดีใจและเต็มใจที่จะได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้ที่ประสบความยากลำบาก 
น้องชไมพร อุดพุตนักเรียนของคุณวรเชษฐ์อีกคนหนึ่งบอกว่า “อยากจะบอกครูว่าพวกหนูจะทำให้ดีที่สุดไม่ทำให้ครูผิดหวัง” คุณครูวรเชษฐ์เองก็บอกเล่ากับผู้คนได้อย่างภูมิใจที่พวกเด็กๆ เหล่านี้ไม่เพียงแค่อยากเล่นดนตรีให้ได้  แต่ยังคิดและหาโอกาสช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยเหลือสังคม  และเป็นตัวอย่างที่ดีให้เด็กคนอื่นๆ  คำพูดที่ประทับใจคุณวรเชษฐ์และทุกคนที่ได้ฟังเป็นคำพูดที่ออกจากใจของพวกเขาคือ
 
 “ดีใจที่ได้ไปช่วยเหลือสังคมบ้าง เพราะสังคมช่วยเหลือพวกหนูมามาก” 

 ในยามเช้าของทุกๆ วันหยุดที่ศูนย์พัฒนาศักยภาพคนตาบอดแห่งนี้  เสียงดนตรีจากเด็กผู้พิการทางสายตาที่อาจจะพูดได้ว่าเป็นกลุ่มด้อยโอกาสทางการมองเห็น   พวกเขาได้ใช้เวลาในการพัฒนาตัวเอง  ใช้เสียงของดนตรีกล่อมเกลาและถ่ายทอดความไพเราะออกมา  ด้วยจิตใจอันดีงามของพวกเขา  ที่แสดงคุณค่าด้วยการอาสาช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยเหลือสังคม  ไม่ได้คิดว่าตนเองจะเป็นผู้รับเพียงฝ่ายเดียว  พวกเขายังพร้อมจะเป็นผู้ให้หากมีโอกาส  เป็นวงจรของการให้และการรับที่เรียกได้ว่า “ไร้พรมแดน” อย่างแท้จริง


เขียนโดย หนูเพียร แสนอินทร์ ทีมงานมีเดียบายเฟรนด์เรียบเรียงในเอกสารการประชุมเวที “เติมหัวใจให้กัน”  ครั้งที่ 3

No Comments

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>